Free shipping in Thailand
  Sign up to our newsletter and receive exclusive offers and promotions!

Post

‘IF’ อดอาหารอย่างชาญฉลาด ช่วยลดน้ำหนักได้ด้วยหรือเนี่ย?

เจ็บมาเท่าไหร่แล้วกับคำว่า “ครั้งนี้จะเอาจริงแล้วนะ!” ลองทำมาทุกวิถีทางแล้วแต่ก็ยังไม่ผอมเสียที สุดท้ายก็กลับไปเอวคับแบบเดิม แต่อย่าเพิ่งท้อกันนะเพื่อนๆ วันนี้เราจะพาสาวๆ #ทีมสลิมิงโก้ ไปทำความรู้จักกับอีกหนึ่งวิธีลดความอ้วนที่กำลังมาแรงสุดๆ นั่นก็คือการลดน้ำหนักที่เรียกว่า ‘IF’ นั่นเอง แต่ ‘IF’ คืออะไร? จะช่วยให้ลดน้ำหนักได้จริงไหม มาหาคำตอบไปพร้อมกันเล้ยยย!

เพื่อนๆ น่าจะเคยได้ยินผ่านหูกันมาบ้างเกี่ยวกับการลดน้ำหนักแบบ IF ที่กำลังมาแรงแซงโค้ง ซึ่งการลดน้ำหนักแบบ IF หรือ ‘Intermittent Fasting’ คือการลดน้ำหนักแบบจำกัดช่วงเวลาในการรับประทานอาหาร ซึ่งต้องมีการอดอาหารเกิดขึ้น แต่อย่าเพิ่งทำหน้าเบ้ว่าเธอจะต้องอดข้าวของอร่อยนะ! เพราะวิธีนี้ไม่ได้ให้เราอดจนหิวโซ แต่จะให้เราแบ่งการกินเป็น 2 ช่วงเวลา นั่นก็คือ ช่วงกิน (feeding) และช่วงอด (fasting) โดยช่วงในช่วงอด เราจะไม่สามารถกินอะไรได้เลยนอกจากอาหารปราศจากแคลอรี่ อย่างน้ำเปล่า หรือกาแฟดำ และเราจะสามารถกลับมากินได้อีกครั้งในช่วงกินหรือ feeding นั่นเอง

ถึงแม้การลดน้ำหนักแบบนี้จะไม่ได้จำกัดประเภทอาหาร แต่เราไม่ได้บอกให้คุณจัดบุฟเฟต์ชาบูเต็มเหนี่ยวนะจ๊ะ เพื่อนๆ ควรรับประทานอาหารที่ดี มีประโยชน์มีสารอาหารครบ 5 หมู่ และที่สำคัญต้องมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวันของแต่ละคน 

แต่...แล้วแบบนี้มันจะผอมลงได้อย่างไร? ไปดูกันต่อเลยจ้า

หลักการของ IF นั้นง่ายนิดเดียว การทำ IF ช่วยให้ร่างกายเราเผาผลาญได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากช่วงที่เราอดอาหารหรือ fasting อยู่นั้น ระดับอินซูลินในร่างกายของเราจะลดลง ซึ่งการลดลงของอินซูลินจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ออกมามากยิ่งขึ้น ซึ่งเจ้าโกรทฮอร์โมนนี่เองคือพระเอกตัวจริงที่ช่วยกำจัดวายร้ายอย่างไขมันออกไปไงล่ะ เพราะฮอร์โมนตัวนี้ช่วยดึงเอาไขมันที่เก็บสะสมอยู่มาใช้ แถมยังช่วยกระตุ้นให้มีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นอีกด้วยนี่สิ! นี่เองที่จะเป็นตัวช่วยให้เราพิชิตความอ้วนอ้วนได้ ทีนี้เริ่มอยากลองใช้วิธีนี้กันขึ้นมาแล้วใช่มั้ยล่ะ? 

การทำ Intermittent Fasting มีถึง 5 แบบเลย ซึ่งแต่ละแบบก็มีวิธีการแตกต่างกันไป ดังนี้เลยจ้ะ

Lean Gains

วิธีนี้เรียกได้ว่าเป็นวิธียอดฮิต ที่สาวๆ เพิ่งเริ่มต้นนิยมใช้กัน เพราะสามารถทำได้ง่าย และไม่ต้องปรับตัวมากเท่าไหร่ ซึ่งวิธีนี้จะจำกัดช่วงอดอยู่ที่ 16 ชั่วโมง และช่วงกินที่ 8 ชั่วโมง หมายความว่าเรากินได้ตามปกติในระยะเวลา 8 ชั่วโมงนั่นเอง

19/5

แบบที่สองก็จะสำหรับสายดุหน่อย เพราะเราต้องอดอาหารต่อเนื่อง 19 ชั่วโมง และจะกินได้ภายใน 5 ชั่วโมงเท่านั้น

Warrior Diet

วิธีนี้เพื่อนๆ จะต้องมีช่วงอด 20 ชั่วโมง และช่วงกิน 4 ชั่วโมง (อันนี้สายดุเช่นกัน) เพราะเราต้องกินอาหารให้ครบภายใน 4 ชั่วโมงเท่านั้น หลายคนจึงเลือกที่จะกินเป็นมื้อใหญ่มื้อเดียว ซึ่งนักอดป้ายแดงอาจยังไม่เหมาะกับวิธีนี้

Eat Stop Eat

อดอาหารเป็นเวลา 24 ชั่วโมงเต็ม! โดยต้องทำให้ได้ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งในวันอื่นๆ ก็สามารถกินได้ตามปกติที่ร่างกายต้องการเลยจ้า แต่อย่าลืมว่าต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ด้วยนะ

5:2 Diet

วิธีสุดท้ายเป็นการกินแบบควบคุมแคลอรี่จ้า โดยกินให้เหมาะสมกับปริมาณที่ร่างกายเราต้องการ 5 วันต่อสัปดาห์ ส่วนอีก 2 วันให้ควบคุมปริมาณพลังงานให้อยู่ที่ 500-600 กิโลแคลอรี่

เห็นแบบนี้แล้วไม่ใช่ว่าจะลองทำได้เลยนะ เราแนะให้เพื่อนๆ ลองศึกษา หาข้อมูลให้ดีก่อนว่าวิธีนี้จะเหมาะกับเราจริงๆ มั้ย เพราะการอดอาหารอาจไม่ได้เหมาะกับคนทุกคนก็เป็นได้ ดังนั้นทางที่ดี เราแนะนำให้ปรึกษาคุณหมอก่อนก็ดี เพราะสภาพร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะแทนที่จะมีหุ่นสวย สุขภาพดี อาจจะทำให้ป่วยไปเลยก็ได้นะเธ้อออ Slimingo เข้าใจว่าสาวๆ ทุกคนอยากมีหุ่นดี แต่อย่าลืมว่าความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ เราเป็นกำลังใจให้ อย่าท้อก่อนล่ะ สักวันเราต้องมีหุ่นที่ดีให้ได้เลยยย

Go get it, girl! :)